เทคนิคการเป็น Classy Woman จากตัวเอง

            ผู้หญิงเป็นเพศที่มองว่าเรื่องของการใช้ชีวิตทุกๆอย่างถูกนับว่าเป็นเรื่องของไลฟ์สไตล์ไปสะหมด แล้วมีอยู่หรือคำที่กำหนดหนึ่งในรูปแบบไลฟ์สไตล์ และอาจจะเป็นสิ่งที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ใฝ่ฝันอยากจะเป็น 

Classy Woman มีระดับโดยไม่ต้องใช้ของแพง

เคยมีอยู่ยุคนึงที่บอกว่าผู้หญิงมีระดับหมายถึงผู้หญิงที่จำเป็นจะต้องเลือกใช้หรือใส่แต่ของแพงๆ  ถ้าเป็นแบบที่คนทั่วไปพูดก็คงเป็นการประโคมสิ่งที่มีราคาเข้าไป แต่จะรู้กันหรือไม่ว่าบางครั้งการทำตัวให้เป็นผู้หญิงมีระดับ ไม่จำเป็นที่จะต้องประคองอะไรเข้าไปขนาดนั้นแต่ก็ขึ้นอยู่กับเรื่องของการปรับปรุงหลายๆอย่าง แต่ถ้าจะถามว่ามีอะไรบ้าง ลองมาดูเผื่อว่าเอาไปปรับจะดีกว่า

ความใจดีต้องยืนหนึ่ง

            หลายคนไม่ค่อยสังเกตว่าการที่จะเป็นคนที่มีระดับได้นั้นพื้นฐานแล้วจะต้องปรับปรุงมาตั้งแต่บุคลิกภายในหรือแม้แต่เรื่องของทัศนคติต่างๆ ดังนั้นเริ่มจากเรื่องของการสร้างให้ตัวเองมีความใจดีหรือจะเรียกอีกอย่างว่าเมตตา สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นเหมือนกับการสร้างคุณสมบัติให้กับตัวเองแบบมีความสง่างามมากๆ ทำไมถึงบอกว่าการสร้างความใจดีหรือการทำให้ดูแล้วเป็นคนดีให้การนั้นมีผลต่อการกลายเป็นอย่างที่ต้องการ

เป็นเพราะว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เริ่มเมตตาหรือคิดดีสิ่งเหล่านี้จะสามารถซึมซับและแสดงออกมาจากทางใบหน้า รวมถึงเป็นสิ่งที่คนสามารถสัมผัสได้จากความรู้สึกว่าเป็นคนที่มีเมตตาจริงๆ 

พัฒนาสติปัญญาควบคู่กันไป

            ถ้าจะแค่ใจดีอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ เอาเข้าจริงๆแล้วการที่ถูกมองว่าเป็นคนที่มีระดับมากพอนั้นก็ควรที่จะต้องเป็นคนที่มีความรู้ ไม่ได้กำหนดว่าจะต้องรู้ไปซะทุกเรื่องแต่เรื่องราวพื้นฐานหรือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันก็ควรจะรู้ ทางที่ดีรอพัฒนาจากการอ่านบทความที่มีความซับซ้อนหรืออ่านหนังสือที่จะต้องใช้เรื่องของการวิเคราะห์และการพิจารณาเข้ามาเป็นส่วนเกี่ยวข้อง ยิ่งอ่านยิ่งซึมซับสิ่งเหล่านี้อยู่บ่อยครั้งก็จะทำให้หลังจากนี้กลายเป็นสิ่งที่เคยชิน 

ไม่จำเป็นต้องเน้นเรื่องอย่างเดียวอาจจะใส่ใจไปในเรื่องของการฟัง เช่น Ted Talk หรือพอดแคสต์ต่างๆ ก็จะเป็นเหมือนกันสร้างกิจวัตรที่ช่วยให้ซึมซับการรับรู้หรือการให้ฟังเรื่องราวของคนอื่นแล้วเอามาวิเคราะห์กับการใช้ชีวิตด้วย 

            อาจจะดูเป็นเพียงแค่ 2 เรื่องที่นับว่าเป็นขั้นพื้นฐานมากที่สุดแล้วสำหรับมนุษย์เรา แต่น้อยคนนักที่จะสามารถเอาสิ่งเหล่านี้มาประยุกต์ใช้กับชีวิตตัวเองได้จริง เพราะบางคนพยายามหรือฝืนไปได้เพียงแค่ครึ่งเดียวไม่ได้รู้สึกสนุกหรืออยากจะทำต่อ สุดท้ายแล้วสิ่งเหล่านี้ก็ถูกละทิ้งไปแบบไม่ใยดี